เทศน์เช้า

เทศน์เช้า

๘ ธ.ค. ๒๕๔๖

 

เทศน์เช้า วันที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๔๖
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต

ณ วัดสันติธรรมาราม ต.คลองตาคต อ.โพธาราม จ.ราชบุรี

 

วันนี้วันพระ เห็นไหม เวลาปกตินี่วันจันทร์ วันพฤหัส วันเสาร์ วันอาทิตย์นี่ เวลาเสาร์อาทิตย์นี่ เห็นไหม ๕ วัน วันทำการ แล้วหยุดเสาร์อาทิตย์ให้พักผ่อน แล้วนี่ใน ๗ วัน เห็นไหม มีวันพระวันหนึ่งให้ทำบุญ เพราะแต่เดิมนี่สังคมพุทธนะ วันพระเป็นวันหยุด แต่เพราะกระแสของโลก เราต้องไปตามโลก ถึงวันหยุดไปเป็นเสาร์อาทิตย์ไง ถ้าเสาร์อาทิตย์นี่ ถ้าไปตามโลกโลกจะเป็นแบบนั้น

ชีวิตนี้เหมือนเกมนะ นักกีฬา เห็นไหม เวลาเขาเล่นเกมน่ะ หมดเวลาแล้วเขามีเวลาพักผ่อน ชีวิตนี้เหมือนเกม แต่เกมของเรานี่ตั้งแต่เกิดจนตายไม่มีเวลาพักผ่อนนะ โลกจะคิดอย่างไร คิดประสาโลกไป ว่าเป็นสากลของโลก ๆ สากลเป็นสมมุติทั้งหมด โลกนี้เป็นสมมุติทั้งหมด มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ แล้วก็ดับไปโดยธรรมชาติของมัน สิ่งนี้เป็นสมมุติอยู่ในโลกเขา แล้วเราเอาตรงนั้นเป็นหลักไม่ได้ ถึงต้องมีศาสนา

ในเรื่องของศาสนานะ เวลาเครื่องยนต์นี่ เวลาติดเครื่องขึ้นมาแล้วไม่เคยดับเลย เหมือนชีวิตเกิดมาแล้วไม่เคยพักเครื่องเลย ถ้าเราทำสมาธิขึ้นมานี่ เราเชื่อ ศรัทธา แล้วทำสมาธินี่ เหมือนกับพักเครื่อง ถ้าเราได้พักเครื่องของเรา เราจะมีความสุขพอสมควรในของเรานะ เราเป็นคฤหัสถ์ เราเป็นฆราวาส เราทำได้แค่นี้ก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว

แต่พูดถึงผู้ที่มีบารมีนี่ ในฆราวาสน่ะพวกหมอนี่ เขาทำได้มี อย่างหมออมรานี่ทุกคนก็ยอมรับว่าเขามีธรรมในหัวใจของเขา ทำไมเขาทำได้ล่ะ เขาก็เป็นฆราวาสเหมือนกัน แต่เขาทำของเขาได้ เพราะว่าเขาจงใจ เขาทำจริงของเขา เพราะไปดูในประวัติของเขาสิ เวลาเขาออกไปประพฤติปฏิบัติน่ะ เขาทำจริงทำจังมาก ความทำจริงทำจังไง ความจริงนะ จริงของโลกเขา จริงของสมมุติ เห็นไหม

นี่ถ้าใครทำสินค้าขึ้นมา ที่แปลกโลกขึ้นไปนี่ คนจะตื่นแล้วมีความพอใจกันซื้อสิ่งนั้นออกไป เห็นไหม นี่ความจริงของสมมุติ เวลาใครคิดอย่างนั้นมันก็ยังเป็นจริงของสมมุติ มันก็เป็นของชั่วคราว แต่หลักธรรมความเป็นจริงนี่ จริง ๆ ในชีวิตเลย ชีวิตนี่เป็นเกม เกมคือสมมุติไง แต่ตัวที่ว่าคนรู้จักเกมนั้นน่ะ นี่เวลาเกมนักกีฬาลงไปเล่นนะ สิ่งที่มีชีวิตลงไปเล่น

นี้ก็เหมือนกัน เกมของชีวิตคือตั้งแต่เกิดจนตายนี่สมมุติเหมือนกัน เกิดและตายนี่สมมุตินะ แต่มันจริงตามสมมุติ เพราะเกิดจริง ๆ ตายจริง ๆ แล้วเราก็รู้จริง ๆ จริงของเราตามสภาวะแบบนั้น แต่ใจดวงหนึ่งที่มาเกิดมาตาย ไม่มีใครเคยเห็นมัน สิ่งที่มาเกิดมาตายคือจิตปฏิสนธิดวงนี้มาเกิดมาตาย แล้วถึงได้สถานะมาดวงนี้ สภาวธรรมนี่ย้อนจากสมมุติเข้าไปเป็นบัญญัติ บัญญัติขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกเลย เห็นไหม นี่ “เป็นธาตุ ๔ ขันธ์ ๕”

สิ่งนี้เป็นธาตุ ๔ ขันธ์ ๕ แล้วเข้าถึงใจ เราถึงต้องประพฤติปฏิบัติกันจนเข้าถึงใจ แล้วไปแก้ที่ใจดวงนั้น ถ้าแก้ที่ใจดวงนั้นได้ นั่นน่ะใจดวงนั้นไม่เคยเกิดไม่เคยตายตามสภาวะแบบนั้นไป จะเกิดจะตายกี่ภพกี่ชาติมันจะอยู่สภาวะแบบนั้นตลอดไป แล้วมันเกิดตายตามสภาพความเป็นกรรม แล้วเกมอย่างนี้เราไม่มีใครเคยเห็นมัน แล้วไม่มีใครเคยไปพักมัน

เราอ่านไง เราศึกษาธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เราก็ศึกษามาอย่างนั้น แต่เราก็ไม่เข้าใจตามความเป็นจริง เราถึงเป็นสัญญาไง สิ่งที่เป็นสัญญา เห็นไหม นักกีฬาเขาเล่นกันอยู่ในสนามนี่ เขาแพ้เขาชนะกัน เขาได้รางวัลกันน่ะ เขามีความตื่นเต้น เขามีความพอใจของเขา เป็นประวัติศาสตร์ของเขา เราเป็นคนดูนะ เราดูอยู่นี่ เราก็พอใจ ปีนี้ก็แข่งขันหนหนึ่ง ปีหน้าก็แข่งขันกันใหม่ตลอดไป

ชีวิตก็เหมือนกัน ความเป็นสัญญาคือเราเป็นเหมือนคนดู เราไม่มีส่วนร่วมกับสิ่งนั้น เราแค่เป็นคนไปเชียร์ เรามีความเห็นเพราะเราเป็นชาวพุทธไง เราไม่ได้เป็นคนมีส่วนร่วม ถ้าเรามีส่วนร่วม เห็นไหม เราเริ่มมีศรัทธา เราเริ่มมีความตั้งสติ เราเริ่มทำสมาธิ นั้นเรามีส่วนร่วมเพราะส่วนร่วมเกิดจากใจ ใจดวงนี้เข้าไปประพฤติปฏิบัติ ใจดวงนี้เข้าไปรับรู้สิ่งนั้น พอใจรับรู้สิ่งนั้น ใจเป็นปัจจัตตัง เห็นไหม

เวลาเครื่องยนต์มันติดตลอดไปนี่ มันมีความร้อนของมัน แล้วมันหมุนไปนี่ มันเครียดขนาดไหนก็แล้วแต่ มันก็ต้องหมุนไปตามธรรมชาติของมัน ธรรมะคือธรรมชาติ สิ่งที่ธรรมะคือธรรมชาตินี่ สภาวะการก้าวเดินไง สิ่งที่เป็นธรรมชาติมันแปรสภาพตลอดไป นี่เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป สิ่งนี้เป็นธรรมชาติของมัน

แล้วความรับรู้ก็เป็นธรรมชาติอันหนึ่ง เห็นไหม สภาวธรรมนี่ เราสร้างขึ้นมา ความสงบนี่ เห็นไหม เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปเหมือนกัน แล้วเราทำสงบบ่อยครั้งเข้า ๆ นี่เหตุไง เหตุและผล เหตุในฝ่ายมรรค มรรคอริยสัจจังจะเกิดขึ้น มรรคเกิดจากเรา เวลาสงบขึ้นมาแล้วเราทำสงบแล้ว มันสงบขึ้นมาแล้วทำอย่างไรต่อไป ส่วนใหญ่จะคิดอย่างนั้น คิดว่าความสงบนี้มันปล่อยวาง มันมหัศจรรย์ไง ความว่าง ๆ ในองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอก “ว่างเพราะชำระกิเลสอันหนึ่ง”

แต่ความว่างเพราะสมาธินี่มันไม่ใช่ชำระกิเลสหรอก มันเป็นความว่างไง เราพิจารณาเข้าไปนี่ สภาวะมันเป็นอย่างนั้น ธรรมชาติมันเป็นแบบนั้นอยู่แล้ว นี่ไม่มีธรรมะนะ อาฬารดาบสมา เห็นไหม เจ้าชายสิทธัตถะไปเรียนกับเขามานี่ได้สมาบัติเหมือนกัน สิ่งต่าง ๆ เหมือนกัน แต่เป็นคนซื่อสัตย์ไง เพราะซื่อสัตย์ว่ามันไม่ใช่ชำระกิเลสหรอก เวลามันว่าง

เหมือนเรานอนหลับ เราพักผ่อน เห็นไหม เวลาเราพักผ่อนเราก็มีความสบายใจ เวลาเราออกไปทำงานเราก็ต้องอาบเหงื่อต่างน้ำ เหมือนกัน ใจเวลามันสงบขึ้นมาก็เป็นสภาวะแบบนั้น ออกมารับรู้อารมณ์มันก็อันเดียวกัน ถ้าเราหมั่นสังเกต คนมีสติคนมีปัญญานี่ สังเกตตรงนี้ได้ เวลามันขัดข้องหมองใจนี่ มันขัดข้องเพราะเหตุใด

สิ่งที่เหตุใดนี่ เราก็ว่าขัดข้องหมองใจเพราะเหตุต่าง ๆ เห็นไหม เขาว่าเรา สิ่งต่าง ๆ เขาว่าเราสิ่งเราไม่พอใจ สิ่งนี้ขัดเคืองใจ...อันนั้นมันเป็นปัจจัย สิ่งที่ปัจจัยกระทบ แต่จริง ๆ คือใจไปเห็น ใจเราไปเห็น ใจเราไปยึด ใจเราไปรับรู้ นั่นน่ะมันเกิดจากใจเราทั้งหมด สิ่งนั้นเกิดมา

ดูอย่างการละเล่นต่าง ๆ ถ้าคนพอใจ เห็นไหม กีฬา ๒ ฝ่าย ฝ่ายชนะก็ต้องดีใจ ฝ่ายแพ้ก็ต้องเสียใจ คนเชียร์ก็เหมือนกัน ถ้าเขาอยู่ฝ่ายชนะเขาก็พอใจ เขาอยู่ฝ่ายแพ้เขาก็เสียใจ แล้วมันมีอะไรเกิดขึ้นมาล่ะ สิ่งนั้นมันเกิดขึ้นมา ในเหตุการณ์อันเดียวกัน ผู้แพ้ผู้ชนะก็อยู่ในเกมเดียวกัน ทำไมมีดีใจและเสียใจ เพราะมันพอใจกับเขา เห็นไหม เพราะใจดวงนี้ไปรับรู้สิ่งนั้น สิ่งนั้นถึงเป็นเหตุเป็นปัจจัย

ถ้าเราเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นเหตุเป็นปัจจัยแล้วใครไปยึด เห็นโทษไง โทษของใจสำคัญมาก ใจเราไปยึดเขาต่างหาก สิ่งนั้นมันเกิดขึ้นตามเกมสภาวะต้องมีผู้แพ้ผู้ชนะอย่างนั้นโดยธรรมชาติของมัน สภาวะของโลกมันเปลี่ยนไป มันเป็นอจินไตยนะ นี่อจินไตย ๔ โลก ฌาน พุทธวิสัย กรรม โลกนี้เป็นอจินไตย ไม่มีใครสามารถควบคุมมันได้ มันต้องแปรตามสภาพไปสภาวะของมัน

แล้วมนุษย์เราไปทำความเสื่อมโทรมกับมันนี่ มันยิ่งแปรสภาพเร็วขึ้น มันยิ่งให้ผลกับมนุษย์มากขึ้น มนุษย์จะทุกข์ยากตลอดไป แล้วพยายามเอาชนะมัน เห็นไหม จนต้องพยายามกลับไปอยู่กับธรรมชาติไง ให้ธรรมชาติมันกลับไปคืนสภาวะคงตัวของมันเพื่อจะให้เราได้ใช้สอยมันมากขึ้น ทรัพยากรให้ได้ใช้สอยมากขึ้น ทรัพยากรอันนี้ใครเป็นคนคิดค้นล่ะ? ใครเป็นคนหาขึ้นมาล่ะ? เพราะวิทยาศาสตร์ความรู้ เห็นไหม

นี่แร่ธาตุต่าง ๆ เขามีของเขาขึ้นไป เพราะเรามีความรู้ เราเอาแร่ธาตุนั้นขึ้นมาใช้เป็นประโยชน์ นี่แล้วสิ่งที่นี่มันก็มีอยู่ในหัวใจ ทำไมเราไม่เอาหัวใจของเรามาใช้ประโยชน์ล่ะ? ทำไมเราไม่เอาหัวใจของเรามารับรู้กับเราล่ะ? นี่ชีวิตนี้เหมือนเกม แล้วเวลามันก็เปลี่ยนไป ๆ ถึงที่สุดแล้วเราก็ต้องตายไป เราอยู่ในเกมทั้งชีวิตเลย แล้วเราก็ไม่ได้พักผ่อนด้วย

แต่ถ้าเมื่อไรเราทำความสงบของใจขึ้นมา เราได้พักผ่อน เราได้พักครึ่งนะ แล้วออกไปเล่นกีฬานี่ เรามีเทคนิคไหม เราจับกาย เวทนา จิต ธรรมได้ไหม ถ้าเราจับกาย เวทนา จิต ธรรมได้นี่ เราจะเริ่มวิปัสสนา ที่ว่าพิจารณากาย เวทนา จิต ธรรมเข้ามาจากภายนอก สิ่งนั้นเป็นภายนอก พิจารณาภายนอกเข้ามา มันปล่อยวางเข้ามา อันนั้นมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยธรรมชาติของเขา นี่สภาวะที่เป็นธรรมชาติ แล้วเราว่าเป็นธรรมชาติ นี่มันถึงอยู่ในกระแสโลกไง

ถ้าเป็นกระแสของธรรมนี่ สิ่งนี้เกิดขึ้นมา แล้วเราจับวิปัสสนาได้นี่ มันจะมีความรู้สึกขึ้นมา มันจะเป็นงานของมัน แล้วมันจะเป็นความแปลกประหลาดมหัศจรรย์ มันจะปล่อยวางต่างกัน คนพิจารณาอย่างนั้นจะเห็นตามความจริงอย่างนั้น นั้นคืองานไง นั้นคือสิ่งที่ว่ามันมีอยู่ในหัวใจไง

แล้วเอาสิ่งนี้ขึ้นมาใช้ประโยชน์ เหมือนแร่ธาตุที่เขาหาประโยชน์ขึ้นมาได้ไง ทางวิทยาศาสตร์เขาหาแร่ธาตุขึ้นมาใช้ประโยชน์ ใครขุดเหมืองทองได้นะ เขาจะร่ำรวยมาก เขาจะค้าขายทองของเขา เขาจะได้สมบัติขึ้นมามาก อันนั้นค้าขายขึ้นมาแล้วมันก็เป็นสมมุติ เห็นไหม สมมุติคือว่า ถ้าสมมุติแร่ทองคำนี่มันเหมือนเหล็ก เหล็กมีมากเหมือนแร่ทองคำ ทองคำจะมีคุณค่าไหม? ไม่มีหรอก แต่นี่มันมีน้อยไง สิ่งที่มีน้อยมันมีคุณค่าสภาวะแบบนั้น

นี้ก็เหมือนกัน ในเมื่อหัวใจใครขุดค้นได้ ใครหาสิ่งนั้นได้ ใครคิดขึ้นมาได้ นี่เหมือนกับว่าทำแร่ทองคำ ทำแร่ทองคำเหมืองทองคำ สิ่งนั้นได้ประโยชน์กับใจดวงนั้น สิ่งนั้นเป็นประโยชน์กับเจ้าของเหมืองนั้น นี่เราก็เป็นเจ้าของชีวิตของเรา ชีวิตนี้เหมือนเกม เกมนี้มันหมุนไปตามสภาวะของมัน ถ้าเราเข้าใจแล้ว เราจะจบเกมที่นี่ไง เราจะชนะ

การกีฬาแข่งขันจนที่สุดแล้ว ถ้ามันไม่ชนะ เห็นไหม การผ่อนคลายของเรา มรณานุสติ คิดถึงความตายตลอดนะ เวลามันเหิมเกริมขึ้นมานี่ เราบอก “พรุ่งนี้เราต้องตาย” ทุกอย่างจบ! มันสะเทือนใจเรามาก ถ้าพรุ่งนี้เราต้องตาย สิ่งนี้จะไม่เป็นประโยชน์แล้ว แต่ถ้าเราไม่คิดอย่างนี้ เกมนี้มันไปตลอดนะ

เราต้องผ่อนคลายไง เราต้องยึดตรงนี้ขึ้นมาเพื่อจะให้เรามีประโยชน์ ประโยชน์กับเรา ประโยชน์กับใจดวงนั้น แล้วพยายามทำสงบให้ได้ ถ้าเราทำสงบไม่ได้ เหมือนกับการที่ว่าวาระประชุม เห็นไหม ถ้าวาระประชุมนี่ ไม่มีวาระนั้น เราจะตกจากวาระนั้น เราจะไม่มีโอกาสได้สิ่งนี้เข้าไป

นี้ก็เหมือนกัน ในเมื่อถ้าเราทำความสงบของใจไม่ได้ เราไม่สามารถหาเทคนิคในเรื่องของหัวใจของเราได้ เราไม่สามารถตั้งวาระของเราขึ้นมาในการประชุมของเราได้ แล้วเราจะทำอย่างไรของเราล่ะ ถ้าเราไม่มีสิ่งนี้เราก็ยกวิปัสสนาไม่ได้ ถ้าเรายกวิปัสสนาได้ นี่วาระประชุมมันมี แล้วเราเข้าไปใคร่ครวญกันในวาระประชุมนั้น ว่ามันควรจะได้ผลประโยชน์หรือว่าอันนี้จะตกไป ถ้าตกไปมันตกไปไม่ได้ประโยชน์

ถ้ามันทำประโยชน์ขึ้นมา นี่ปัญญาจะหมุน นี่พลิกแพลงเปลี่ยนแปลง ความพลิกแพลงออกไป ปัญญามันเกิดสภาวะแบบนั้น ทำงานเป็นอย่างนี้แล้วจะเห็นความจริงไง ถึงว่าวิปัสสนาเกิดแล้ว ถ้าเกิดนี่ งานเราเกิดแล้ว เราหาแร่ธาตุของเราเจอแล้ว เราเจอสิ่งต่าง ๆ แล้วเราสร้างขึ้นมานะ เกมที่เป็นสมมุติเป็นบัญญัตินี้มันจะทิ้งไป แล้วมันจะเป็นวิมุตติ มันจะปล่อยวางสิ่งนี้ได้หมดเลย

อำนาจวาสนาการสร้างมา สิ่งที่สะสมมา สิ่งต่าง ๆ ขึ้นมานี่ เขาว่าอินทรีย์ต้องแก่กล้า ถ้าอินทรีย์ไม่แก่กล้า เห็นไหม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ายังต้องรอเลยนะ รอเวลา รอสิ่งต่าง ๆ ขึ้นมา ให้สะสม พยายามสะสม ให้ลองผิดลองถูกไง สิ่งที่ลองผิดลองถูกของใจ ใจจะพัฒนาขึ้นไป มันพัฒนา สิ่งที่ถูกมันจะสอนว่าสิ่งนี้ถูก แล้วเราทำของเราขึ้นไป

นี่มันต้องมีสติแล้วเทียบเคียงตลอด อย่าไปหยุดอยู่ตรงไหนส่วนใดส่วนหนึ่ง ต้องย้ำแล้วย้ำเล่า องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกไว้แล้ว เห็นไหม “จะปั้นโอ่งปั้นไห ดินนี่ต้องพยายามย่ำให้มันดี ต้องนวดดิน ต้องนวดตลอดไป” นี่เราต้องนวดใจของเรา ถ้ามันดีเรานวดขนาดไหนมันจะต้องดีขึ้นมา แล้วมันจะปั้นเป็นรูปเป็นทรงขึ้นมาได้ ถ้าเราไม่นวด เราบอก “อย่างนี้เป็นแล้ว ๆ” นี่มันรั่ว มันไม่สมบูรณ์

ถ้ามันไม่สมบูรณ์นี่ มันก็ไม่เป็นประโยชน์กับเรา ถ้ามันสมบูรณ์เมื่อไร มันจะเข้าใจ นี่เป็นปัจจัตตัง ใจดวงนี้จะพ้นออกไป พ้นจากกิเลสได้โดยตามความเป็นจริง นี่โอกาสวาสนามีมาก เราเทียบเคียงออกไปคนที่เขาไม่เชื่อสิ แล้วคนข้างนอกนี่ มันน่าสลดสังเวช มันน่าสงสาร เพราะเขาก็มีความรู้สึก เขาก็มีใจ เราก็มีความรู้สึก เราก็มีใจ

แต่ทำไมเราใคร่ครวญ เราเอาสิ่งนี้มาเป็นสมบัติ เอาสิ่งนี้ขึ้นมาใคร่ครวญให้เป็นประโยชน์ล่ะ ทำไมเขาไม่คิดอย่างนั้นเลย เขาจะไม่มองเรื่องของหัวใจของเขา จะเอาแต่โอกาส เอาแต่สิ่งได้เปรียบเสียเปรียบของเขา เขาคิดอย่างนั้นตลอดไป นั่นน่ะเรามองแล้วเราสลดสังเวชไหม แล้วก็มองเรา เหมือนผู้ใหญ่มองเด็ก

นี้ก็เหมือนกัน เรามองศรัทธาที่เริ่มต้นจะเป็นสภาวะแบบนั้น ศรัทธาเราแก่กล้าขึ้นมาแล้วนี่ มันจะผิดพลาดขนาดไหน เราพยายามทนเอา ความผิดพลาดนะ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าน่ะ ๖ ปี หลวงปู่มั่นอยู่ในป่าในเขา ทดสอบมาตลอดไปนะ ไม่มีครูมีอาจารย์ ค้นคว้าขนาดไหนมาปรึกษาหลวงปู่เสาร์นะ ว่านี่ “จิตเป็นอย่างนี้จะแก้อย่างไร ๆ”

หลวงปู่เสาร์บอกว่า “หลวงปู่เสาร์ก็ไม่เคยเป็น ต้องแก้ตัวเอง” เพราะไม่เคยจะแก้ให้ได้ เพราะหลวงปู่เสาร์ก็แก้ไม่ได้

นี่รื้อค้นกันมาขนาดนั้น แล้วปัจจุบันนี้มันมีโอกาสขนาดไหน ขอให้มีปัญหาเถอะ ครูบาอาจารย์จะชี้นำเราได้ สร้างขึ้นมา พยายามทำขึ้นมา เกมนี้มันจะหมดไป เราจะต้องตายไป แล้วเราก็จะไปเล่นเกมใหม่ เกมอะไรก็ไม่รู้ กีฬาที่ชอบไม่ชอบก็ไม่รู้ แต่กีฬาปัจจุบันนี้ถ้าเราสร้างขึ้นมานี่ เกมชีวิตของเราจะต้องจบสิ้นไป เอวัง